จากกรณีกองทัพสหรัฐออกมายอมรับ เมื่อเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา ว่าปฏิบัติการโจมตีทางอากาศ ด้วยโดรนติดอาวุธ ต่อเป้าหมายซึ่งเป็นรถยนต์คันหนึ่ง ในกรุงคาบูล เมื่อวันที่ 29 ส.ค. ซึ่งในเบื้องต้นมีการยืนยันว่า “เป้าหมายถูกทำลาย” และผู้เสียชีวิตคือ “ทีมมือระเบิดฆ่าตัวตายของกลุ่มไอเอส-โคราซาน”

อย่างไรก็ตาม เมื่อตรวจสอบอย่างละเอียดกลับปรากฏว่า “เป็นความผิดพลาดซึ่งกลายเป็นโศกนาฏกรรม” โดยมีผู้เสียชีวิต 10 ราย รวมเด็กด้วย 7 ราย และไม่มีผู้เสียชีวิตคนใดมีความเชื่อมโยงกับกลุ่มไอเอส-โคราซาน หมายความว่า ผู้เสียชีวิตทั้งหมดไม่อยู่ในสถานะ “เป็นภัยคุกคามร้ายแรง” ต่อสหรัฐนั้น

กระทรวงกลาโหมของสหรัฐเผยแพร่แถลงการณ์ เมื่อวันศุกร์ แสดงความเสียใจอย่างสูงสุดอีกครั้งไปยังครอบครัวของผู้เสียชีวิตทุกราย และกำลังประสานงานร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ ในการมอบ “เงินช่วยเหลือจำนวนหนึ่ง” ให้แก่ครอบครัวของผู้สูญเสีย และการย้ายสมาชิกในครอบครัวที่เหลือของผู้เสียชีวิต ให้มาตั้งถิ่นฐานในอเมริกา

ทั้งนี้ หนึ่งในผู้เสียชีวิตจากปฏิบัติการของสหรัฐในวันนั้น คือ นายซีมีไร อาห์มาดี เป็นเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานบรรเทาทุกข์ท้องถิ่น ให้ความช่วยเหลือด้านโภชนาการและการศึกษาแก่ชาวอัฟกัน

อนึ่ง เหตุการณ์ลักษณะนี้ในอัฟกานิสถานไม่ใช่ครั้งแรก ย้อนกลับไปเมื่อเดือน ต.ค. 2558 เครื่องบินติดอาวุธแบบเอซี-130 ของกองทัพสหรัฐ ทิ้งระเบิดใส่โรงพยาบาลขององค์การแพทย์ไร้พรมแดน (เอ็มเอสเอฟ) ในเมืองคุนดุซ ทางตอนเหนือของอัฟกานิสถาน มีผู้เสียชีวิต 30 ราย เป็นผู้ป่วยและเจ้าหน้าที่สาธารณสุข หลังเกิดเหตุ เอ็มเอสเอฟประณามรัฐบาลวอชิงตันละเมิดกฎหมายสงคราม เนื่องจากสถานพยาบาลเป็นหนึ่งในพื้นที่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายระหว่างประเทศ ด้านสหรัฐขอโทษ และรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด ในการสร้างโรงพยาบาลใหม่